คอมพิวเตอร์มีประโยชน์กับมนุษย์อย่างไรบ้าง

Computer

คอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันมากถึงมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เนื่องจากในแต่ละวันนั้นคนส่วนใหญ่หันมาประกอบธุรกิจออนไลน์กันมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้โลกของเราได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก คอมพิวเตอร์ถือเป็นเครื่องมือที่มนุษย์เราสามารถใช้ได้ครบครันเพื่อทุ่นแรงมนุษย์ได้มากมายมหาศาล  ซึ่งนับว่ามีประโยชน์เหนือคำบรรยายเลยทีเดียว และประโยชน์เหล่านั้นมีอะไรบ้างซึ่งเราได้แบ่งเป็นหัวข้อคร่าวๆ ดังต่อไปนี้คือ

1.    ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลเป็นจำนวนมาก ได้มากกว่าที่ความจำของมนุษย์สามารถทำได้ อีกทั้งยังมีการแบ่งแยกไฟล์ข้อมูลต่างๆ ให้เป็นระบบระเบียบให้ง่ายต่อการทำงานหรือการจัดหาข้อมูลเหล่านั้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ ซึ่งหากเก็บไว้เป็นเวลา 10 ปีถ้าคอมพิวเตอร์นั้นไม่พังหรือเสียก่อนนั้นข้อมูลเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิม โดยที่ไม่สูญหายหรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปทั้งสิ้น ซึ่งเป็นนับเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่มนุษย์เราสามารถคิดค้นและประดิษฐ์สิ่งเรานี้ขึ้นมาให้รุ่นลูกหลานได้ใช้กัน

2.    ช่วยในการออกแบบสรรค์สร้างสิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องไปจ้างโรงงานหรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ให้สิ้นเปลืองเงินทอง เนื่องจากในปัจจุบันนั้นในคอมพิวเตอร์ได้มีแอพพลิเคชั่นต่างๆ มากมายเกิดขึ้น รวมทั้งเว็บไซต์ที่ให้เราสามารถเข้าไปคิดค้นประดิษฐ์หรือออกแบบโลโก้สัญลักษณ์ต่างๆ หรือกระทั่งหน้าร้านในการขายของสำหรับออนไลน์ได้ด้วยตนเอง

3.    การติดต่อสื่อสาร ซึ่งในคอมพิวเตอร์นั้นหากมีการติดอินเตอร์เน็ตแล้วเราก็เราสามารถใช้มันเพื่อติดต่อสื่อสารกับใครก็ตามที่อยู่บนโลกออนไลน์กับเราได้ด้วยวิธีที่ง่ายเพียงนิดเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากสำหรับคนที่อยู่ต่างประเทศหรือต่างทวีปกันนั้นสามารถคุยกันได้ สามารถมองเห็นหน้ากันได้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์เหล่านี้

4.    ช่วยในการหารายได้จากการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งหากมีการติดสัญญาณอินเตอร์เน็ตแล้วไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ง่ายมาก แม้กระทั่งการหาเงินเข้ากระเป๋านั้นซึ่งมีสื่อต่างๆ ให้เราเข้าไปเพื่อที่จะโพสต์ขายของหรือทำธุรกิจออนไลน์ได้ โดยที่เราไม่ต้องไปสิ้นเปลืองงบประมาณไปจ้างผ่านออกรายการทีวีเหมือนสมัยก่อน

5.    คอมพิวเตอร์ยังสามารถช่วยเราได้เรียนรู้ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราสามารถค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ตผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ สามารถดูวิดีโอการทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องเข้าห้องเรียน ถือเป็นความรู้นอกห้องเรียนที่นับว่ามีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของประโยชน์ที่มาจากการใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ที่มากมายมหาศาลที่ช่วยเราทุ่นแรงได้มาก รวมทั้งทำให้โลกของเราได้มีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดแบบก้าวกระโดด การติดต่อสื่อสารอย่างไร้พรมแดนแบบเห็นหน้ากันมากกว่าการพูดคุย อีกทั้งการเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัดบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบออนไลน์อีกด้วย

 

7 ข้อเท็จจริงของ “อควาแมน” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Aquaman

หลายคนคงจะเคยรู้ประวัติของ อาเธอร์ เคอร์รี (อควาแมน) กันมาแล้วในบทความนี้จึงขอพูดถึงเรื่องสำคัญๆเท่านั้น ตัวละคร “อควาแมน” นั้นมักจะถูกแซวว่าเก่งแบบไม่สุดเพราะว่าจะเก่งมากตอนที่อยู่ในน้ำหรือในบริเวณที่มีน้ำเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงเขามีความสามารถในการต่อสู้มากพอๆกับซุปเปอร์แมนและวันเดอร์วูแมน เวลาอยู่ใต้น้ำจะว่ายน้ำได้เร็ว 7,000 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ถึงแม้จะอยู่บนพื้นดินก็ยังมีปฏิกริยาตอบสนองที่รวดเร็ว และยังติดอันดับต้นๆของซุปเปอร์อีโร่ที่มีความเร็วมากที่สุดอีกด้วย

ในบทความนี้จะเสนอข้อเท็จจริงของซุปเปอร์ฮีโร่คนนี้ที่ท่านผู้อ่านหลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน ไปอ่านกันเลย

1.พลังวิเศษของหอกสามง่าม (ตรีศูล) นอกจากตัวเขาจะมีพละกำลังและทักษะในการต่อสู้แล้วตรีศูลของเขาซึ่งมีชื่อว่า “Trident of Neptune (ตรีศูลแห่งเนปจูน)” ก็ยังเป็นอาวุธที่ไม่มีวันถูกทำลายได้อีกด้วย สามารถใช้ในการควบคุมน้ำและสภาพอากาศ ทั้งยังยิงสายฟ้าออกมาแล้วก็สร้างม่านพลังป้องกันได้อีกด้วย นอกจากจะใช้ในการทำลายข้าวของแล้ว ตรีศูลยังสามารถเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตต่างๆให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นได้อีกด้วย

2.อควาแมนปรากฏตัวในสื่อโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในละครซีรี่ยหนุ่มน้อยซุปเปอร์แมนหรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “Smallville”  โดยมีเนื้อเรื่องอยู่ว่า “อาเธอร์ เคอร์รี” เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยไมอามี ได้แอบเข้าไปตรวจสอบโปรเจคลับทางทหารของ “เล็กซ์ ลูเธอร์” ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสัตว์น้ำ ทำให้เขามีโอกาสได้รู้จักกับ คลาร์ก เค้นต์

3.เคยมีผู้กำกับชื่อดังมากำกับภาพยนต์อควาแมนหลายคนแต่ละคนนี่ก็ระดับตัวพ่อทั้งนั้นเลย คนแรกคือ เจมส์ คาเมรอน เคยกำกับภาพยนต์อควาแมนเวอร์ชั่นของปี ค.ศ.2006 ชื่อเรื่องคือ “James Cameron’s Aquaman” จัดจำหน่ายโดย Warner Bros. นอกจากนั้นภาพยนต์ยังมีภาคที่สองในปี ค.ศ.2007 อีกด้วย โดยได้ ไมเคิล เบย์ มาเป็นผู้กำกับในภาคนี้

ถัดมาในปี ค.ศ.2018 ก็มีภาพยนต์กระแสแรงออกมาอีก กำกับโดย เจมส์ วาน ซึ่งเคยกำกับภาพยนต์เรื่อง เร็ว..แรงทะลุนรก 7 ในปี ค.ศ.2015

4.ศัตรูตัวหลักของอควาแมนคือ “Black Manta” ตามเนื้อเรื่องในการ์ตูนในปี ค.ศ.1993 นั้น “Black Manta” เคยถูกลักพาตัวไปในตอเด็กและถูกบังคับให้ทำงานบนเรือแบบลืมวันลืมคืน มีอยู่วันหนึ่งในขณะที่กำลังถูกคนบนเรือรังแกอยู่นั้นเขาได้สังเกตุเห็นอควาแมนกับโลมาเดินทางผ่านมาแล้วพยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแต่ว่าอควาแมนไม่ทันสังเกตุ เขาเลยต้องฆ่าลูกเรือคนนั้นด้วยมีด เขาโกรธอควาแมนและเกลียดทะเลมากและต้องการจะยึดทะเลทั้งหมดให้ได้

นอกจาก “Black Manta” จะเคยสามารถตัดมือของ “อาเธอร์” ได้แล้ว ทำยังเป็นต้นเหตุทำให้พ่อของอาเธอร์ต้องหัวใจวาย ภายหลัง “อาเธอร์” ตามไปล้างแค้นแต่ก็ทำให้พ่อของ “Black Manta” ตายโดยไม่ได้เจตนา ความแค้นของทั้งสองคนนี้จึงไม่มีวันสิ้นสุด

5.เพื่อที่จะปกป้องโลกเขาต้องสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ใต้ทะเลลึกบ่อยมากๆ นอกจากนั้นยังมีเผ่าสัตว์ประหลาดใต้ทะเลชื่อว่าเผ่า “Trench” อีกด้วย ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถือกำเนิดเป็นอาณาจักรใหญ่ก่อนที่จะมีการกำเนิดเจ็ดอาณาจักรแห่งแอตแลนติสเสียอีก ในแต่ละปีงานหลักของอวาแมนนอกจากจะต้องสู้กับผู้ร้ายบนแผ่นดินแล้วคือต้องคอยป้องกันไม่ให้สัตว์ประหลาดใต้ทะเลบุกขึ้นมายึดครองโลกด้านบน

6.เพื่อที่จะช่วย “อาเธอร์” ในการฝึกสื่อสารกับปลาด้วยโทรจิต บางครั้งพ่อของเขาจะให้เขาลงไปในบ่อปลากระโทงดาบ(swordfish) ซึ่งมีปลาอารมณ์ร้ายอยู่ในนั้นมากมาย “อาเธอร์” จะต้องลงไปแล้วพยายามโน้มน้าวให้พวกปลาเชื่อว่าตัวเขาไม่ได้ลงมาเพื่อทำอันตรายแก่พวกมัน นอกนั้นยังมีปลาหมึกยักษ์และปลาไหลไฟฟ้าอีกด้วย ในที่สุดเขาก็เริ่มเคยชินและไม่กลัวสัตว์พวกนี้ และสามารถขี่หลังปลาฉลามได้ตั้งแต่ยังเด็ก

7.เนื้อเรื่องในต้นฉบับพ่อแท้ๆของเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแต่เป็นพ่อมดซึ่งตัดสินใจเอาเขาไปทิ้งไว้ที่โขดหินในตอนยังเด็ก เพราะว่าเขาเกิดมามีผมทองทำให้ไม่สามารถอยู่ในอาณาจักรแอตแลนติสได้ แต่ยังดีที่เขาสามารถหายใจบนบกและสื่อสารกับสัตว์ได้ เขามีชีวิตรอดมาได้เพราะได้รับการดูแลจากโลมา จนกระทั่งในที่สุดก็มีโอกาสได้พบกับพ่อเลี้ยงของเขา(คนดูแลประภาคาร) ซึ่งช่วยดูแลเขาในเวลาต่อมา

ปล.ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงมาจากเนื้อเรื่องในหนังสือการ์ตูนเป็นหลัก

 

อันตรายจากแสงจอคอมพิวเตอร์

ในหนึ่งวันสิ่งที่คุณเผชิญมากกว่าแสงแดดอาจจะเป็นแสงสีฟ้าที่ มีอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โทรทัศน์ แสงสีฟ้านี้สามารถทะลุทะลวงได้ถึงจอประสาทตา มีพลังทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้มากกว่าแสงสีอื่น  เป็นภัยเงียบที่ไม่อาจละเลยได้

แสงสีฟ้า  หรือ  บลูไลท์  ส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นเกิดอาการเสื่อมของเยื่อชั้นในดวงตาเลยทีเดียว  เราสามารถพบแสงสีฟ้าได้จากทุกแหล่งกำเนิดแสง การหลบเลี่ยงจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย

แสงสีฟ้าสามารถพบได้จากแหล่งพลังงานธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ การที่เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้านั้นก็มีสาเหตุมาจากแสงจากดวงอาทิตย์เดินทางผ่านชั้นบรรยากาศ  จากนั้นแสงคลื่นสั้นที่มีพลังงานสูงของแสงสีฟ้าก็เกิดการปะทะเข้ากับโมเลกุลของน้ำและอากาศจนกระจายออกเต็มท้องฟ้า เราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้านั่นเอง

ดวงตาของเรานั้นไม่มีความสามารถที่จะกรองแสงสีฟ้าออกได้หมด แสงสีฟ้าจึงมีผลกระทบต่อวัฎจักรการตื่นหรือการนอน เมื่อเรารับแสงสีฟ้าเข้าไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายจะเริ่มปรับ วัฎจักรการนอน ส่งผลให้มีอาการนอนไม่หลับ ตื่นลำบาก จนรู้สึกว่าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ และอาจส่งผลกระทบกับงานหรือชีวิตประจำวันได้

แสงสีฟ้ายังเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก และเพิ่มโอกาสการเป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน รวมถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

อันตรายจากแสงจอคอมพิวเตอร์

มากไปกว่านั้นนี่อาจเป็นสาเหตุแห่ง ภาวะซึมเศร้า ซึ่งสืบเนื่องมาจากวัฏจักรการตื่นนอนที่เปลี่ยนแปลงไป การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอติดต่อกันเป็นระยะเวลานานนั้นสามารถก่อให้เกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า

แสงสีฟ้ามีผลโดยตรงต่อ เยื่อชั้นในดวงตาเสื่อม โดยการได้รับแสงสีฟ้าติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้

การป้องกันตนเองจากแสงสีฟ้านั้น โชคดีที่ เทคโนโลยีในปัจจุบันมีส่วนช่วยให้เรามีทางป้องกันแสงสีฟ้าได้มากขึ้น  การใช้เลนส์กันแสงสีฟ้าหรือก็คือแว่นที่ออกแบบเลนส์มาเป็นพิเศษจะช่วยให้ผู้ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน สามารถกรองแสงสีฟ้าได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนั้นแล้วควรปรับพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการรับแสงสีฟ้าที่มากไป โดยจำกัดเวลาในการใช้ให้ใช้เท่าที่จำเป็น และไม่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในที่มืด กรณีเด็กเล็กไม่ควรให้จ้องแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โทรทัศน์ เกินวันละ 30 นาที กรณีผู้ใหญ่ หากสามารถจำกัดการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ เหลือวันละ 4-6 ชั่วโมงจะเป็นการดี และควรพักสายตาอย่างน้อย 5 นาที ในทุกๆชั่วโมง

แอพพลิเคชั่นที่ควรมีก่อนไปเที่ยว

เดี๋ยวอยากไปเที่ยวที่ไหนก็แสนสบาย ทั้งการเดินทางที่มีจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางมากมายและทำให้สามารถเดินทางไปในที่ที่คิดว่ายากได้ง่ายๆ  และยังรวมถึงการวางโปรแกรมต่างๆทำได้ง่ายๆผ่านสมาร์ทโฟน  ทำให้การตัดสินใจไปท่องเที่ยวทำได้ง่ายขึ้น และเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวจากการซื้อทัวร์เป็นการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เมื่อตัดสินใจแล้วและกำลังจะไปท่องเที่ยวก็ต้องพกเอาสิ่งอำนวยความสะดวกไปด้วย ถ้าคิดว่าต้องหาข้อมูลมากมายถือสมุด Guide book แผนที่ ขนาดใหญ่คุณคิดผิดแล้วเพราะนี้คือยุคดิจิทัล หากคุณกำลังจะไปท่องเที่ยวจงโหลด  แอพพลิเคชั่น เหล่านี้ชีวิตจะง่ายขึ้นมาก

แอพพลิเคชั่นที่ควรมีก่อนไปเที่ยว

เริ่มกันที่   PackPoint เป็นแอพพลิเคชั่นที่เอาไว้ทำ Checklist สำหรับสายท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ใช้งานง่าย สะดวก ในเบื้องต้น ให้ใส่ข้อมูลพื้นฐานของตัวเอง พร้อมกับกำหดการ ในทริป สถานที่ วันที่ และกิจกรรมระหว่างทริป   แอพจะรวบรวมข้อมูล เช็คสภาพอากาศในวันนั้น และ List ของใช้จำเป็นสำหรับ ทริป   ดังกล่าวมาให้

ต่อกันที่การนำโลกทั้งใบมาไว้บนสมาร์ทโฟน ด้วย  Google Trips แอพพลิเคชั่นที่มี ฟีเจอร์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ทำแพลน จองโรงแรม หาร้านอร่อย  รวมไปถึงบอกข้อมูลสถานที่และการเดินทางอย่างละเอียด สามารถ Login ด้วย Gmail ได้ง่ายๆ

ข้อมูลการเดินทางแน่แล้วก็มาถึงการสร้างสีสันให้การเดินทางและการเก็บบรรยากาศดีๆ ด้วยSnapseed แอพพลิเคชั่นถ่ายภาพจะตอบโจทย์คุณได้อย่างง่ายดาย ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน สามารถแต่งภาพด้วยมือข้างเดียว ทำให้สะดวกในระหว่างการเดินทาง มีฟังก์ชั่นการทำงานครบ การปรับความสว่าง ใส่ Filter ได้แบบเก๋ๆไปเลย

Emer Plus เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับใช้ยามเกิดเหตุฉุกเฉินที่ฟังก์ชั่นครบสามารถบันทึกประวัติบุคคลที่เกี่ยวข้องสำหรับติดต่อฉุกเฉินลงไปในแอพ หรือกดสัญญาณฉุกเฉินระบุตำแหน่งขอความช่วยเหลือจากบุคคลใกล้เคียง รวมไปถึงให้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเบื้องต้น อย่าง CPR เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเราเองหรือคนข้างๆ

ปิดท้ายด้วย แอพพลิเคชั่น Tinder  ที่จะช่วยแนะนำให้เราไปรู้จักกับใครอีกคนหนึ่ง ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน อยู่ใน location ใกล้กันกัน เป็นแอพที่น่าสนใจสำหรับใครที่ไปเที่ยวแล้วอยากหาเพื่อนคุย แนะนำสถานที่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

แอพพลิเคชั่นที่ควรมีก่อนไปเที่ยว

นอกจากนั้นแล้ว แอพพลิเคชั่น พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับโซเซียสมีเดียต่างๆอย่าง Line ,Facebook , IG ก็ควรตรวจสอบอัพเดทให้ดีเพราะมีประโยชน์ในการท่องเที่ยวเช่นกัน รวมถึง แอพพลิเคชั่น ด้านการเงินก็ควรเตรียมให้พร้อมเพราอาจต้องใช้ยามจำเป็น ที่สำคัญที่สุดเลยนอกจาก แอพพลิเคชั่น จะดีแล้วก็ต้องมีสัญญาณมือถือ สัญญาณอินเตอร์เนตที่ดีด้วย และ แบตเตอรี่ที่มากพอให้ใช้งานแอพพลิเคชั่น หากสามอย่างนี้ไม่ดีพอก็คงได้แต่มองโทรศัพท์เป็นเหมือนที่ทับกระดาษ อย่างนั้นแล้วก็ควรมีแผนสำรองคือ จบโน้ตสั่นๆเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆไว้ในสมุดเล็กๆ และอย่าลืมที่จะให้อัธยาศัยไมตรีสอบถามข้อมูลต่างๆจากคนท้องถ่น เพราคุณจะได้อรรถรสในการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน